ภาษานั้นสำคัญไฉน

posted on 26 Oct 2010 13:13 by jiraput101

ภาษานั้นสำคัญไฉน

 

ธรรมชาติของภาษา

 

ข้อที่ 1 ใช้เสียงสื่อความหมาย เสียงในภาษาไทยมี 2 ลักษณะ คือ

           1.1 เสียงที่สัมพันธ์กับความหมาย    หมายความว่า ฟังเสียงแล้วเดาความหมายได้ เสียงเหล่านี้มักจะเป็นเสียงที่

เลียนเสียงธรรมชาติ    เช่น ครืน, เปรี้ยง, โครม, จัก ๆ หรือเลียนเสียงสัตว์ร้อง เช่น กา, อึ่งอ่าง, แพะ,    เจี๊ยบ, ตุ๊กแก

              1.2 เสียงที่ไม่สัมพันธ์กับความหมาย    ในแต่ละภาษาจะมีมากกว่าเสียงที่สัมพันธ์กับความหมาย เพราะเสียงต่าง ๆ

 จะมีความหมายว่าอย่างไรนั้น    ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกันของคนที่ใช้ภาษานั้น ๆ เช่น ในภาษาไทยกำหนดความหมายของเสียง   กิน ว่า

นำของใส่ปากแล้วเคี้ยวกลืนลงคอ ภาษาอังกฤษใช้เสียง eat ในความหมายเดียวกันกับเสียงกิน

 

ข้อที่ 2 ภาษาจะเกิดจากการรวมกันของหน่วยเล็ก ๆ จนเป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้น

            หน่วยในภาษา หมายถึง    ส่วนประกอบของภาษาจะมีเสียงคำและประโยค ผู้ใช้ภาษาสามารถเพิ่มจำนวนคำจำนวนประโยค

ขึ้นได้มากมาย เช่น ในภาษาไทยเรามีเสียงพยัญชนะ 21 เสียง เสียงสระ 24 เสียง เสียงวรรณยุกต์ 5  เสียง ผู้เรียนลองคิดดูว่าเมื่อเรา

นำเสียงพยัญชนะ เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์มาประกอบกันก็จะได้คำมากมาย    นำคำมาเรียงต่อกันก็จะได้เป็นวลี  เป็นประโยค เราจะ

สร้างประโยคขึ้นได้มากมาย และหากเรานำประโยคที่สร้างขึ้นมาเรียงต่อกันโดยวิธีมารวมกัน   มาซ้อนกัน ก็จะทำให้ได้ประโยคที่ยาว

ออกไปเรื่อย ๆ

 

ข้อที่ 3 ภาษามีการเปลี่ยนแปลง

           สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

           1. การพูดจากกันในชีวิตประจำวัน    สาเหตุนี้อาจจะทำให้เกิดการกลมกลืนเสียง เช่น เสียงเดิมว่า

อย่างนี้

กลายเป็น

อย่างงี้

มะม่วงอกพร่อง

กลายเป็น

มะม่วงอกร่อง

สามแสน

กลายเป็น

สามเสน

สู้จนเย็บตา

กลายเป็น

สู้จนยิบตา

                                     

                                                                                                                                                             

              2. อิทธิพลของภาษาอื่น    จะเห็นว่าภาษาอังกฤษมีอิทธิพลในภาษาไทยมากที่สุดอยู่ในขณะนี้ เช่น มาสาย มักจะ

ใช้ว่ามาเลท    (late)

              คำทักทายว่า สวัสดี    จะใช้ ฮัลโล (ทางโทรศัพท์) หรือเป็นอิทธิพลทางด้านสำนวน เช่น สำนวนที่นิยมพูดในปัจจุบัน   

ดังนี้

              “ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น”    น่าจะพูดว่า “ได้รับการต้อนรับอย่างดี”

              “จับไข้” น่าจะพูดว่า “เป็นไข้” นันทิดา แก้วบัวสาย จะมาในเพลง “เธอ” น่าจะพูดว่า นันทิดา แก้วบัวสายจะมาร้องเพลง

“เธอ”

             3. ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม   

              สิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง มีความเจริญมากขึ้น ของเก่าก็เลิกใช้ สิ่งใหม่ก็เข้ามาแทนที่ เช่น การหุงข้าวสมัยก่อน

มีการดงข้าว แต่ปัจจุบันใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า คำว่า ดงข้าว ก็เลิกใช้ไป หรือบ้านเรือนสมัยก่อนจะใช้ไม้ไผ่ปูพื้น  จะเรียกว่า “ฟาก”

ปัจจุบันใช้กระเบื้อง ใช้ปูน ปูแทน คำว่า ฟาก ก็เลิกใช้ไป นอกจากนี้ยังมีคำอีกพวกที่เรียกว่า คำสแลง หรือแสลง เป็นคำที่มีอายุ

ในการใช้คำสั้น ๆ จะนิยมใช้เฉพาะวัย เฉพาะคนในแต่ละยุคสมัย    เมื่อหมดสมัย หมดวัยนั้น คำเหล่านี้ก็เลิกใช้ไป

           

                                                             ตัวอย่างคำแสลง เช่น    กระจอก กิ๊กก๊อก เจ๊าะแจ๊ะ ซ่า เว่อ ฯลฯ

           

                                                             สรุป ภาษาทุกภาษาต้องมีการเปลี่ยนแปลง    สาเหตุการเปลี่ยนแปลงมี 3 ประการ ดังนี้

                                         1. การพูดจากันในชีวิตประจำวัน

                                         2. อิทธิพลของภาษาอื่น

                                         3. ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม

               อย่างไรก็ตาม ภาษาเป็นเอกลักษณ์ของชาติ  เป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัว ดังนั้น จึงควรช่วยกันรักษาเอกลักษณ์

ของภาษาทางด้านไวยากรณ์อย่าให้เปลี่ยนแปลง

เสียงและอักษรไทย

 

               เสียง

           ในภาษาไทยจะมีเสียงสระ    เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์

             เสียงสระ เกิดจากลมที่ออกจากปอด    ไม่มีการปิดกั้นลมผ่านลำคอออกมาโดยตรง

             เสียงสระในภาษาไทย    มี 24 เสียง จำแนกได้เป็น 2 พวก คือ

              1. สระเดี่ยว หรือเรียกอีกอย่างว่า    สระแท้ มีทั้งหมด 18 เสียง

                อะ/อา/อิ/อี/อึ/อื/อุ/อู/เอะ/เอ/แอะ/แอ/โอะ/โอ/เอาะ/ออ/เออะ/เออ

              2. สระเลื่อน หรือเรียกอีกอย่างว่า    สระประสม มี 6 เสียง ได้แก่

                เอียะ คือ อิ+อะ,    เอีย คือ อี+อา, เอือะ คือ อึ+อะ, เอือ คือ อึ+อา, อัวะ คือ อุ+อะ, อัว คือ อู+อา

            

                                เสียงพยัญชนะ หมายถึง เสียงที่เดินทางไม่สะดวก ทางเดินของลมถูกปิดกั้นหรือถูกทำให้แคบจนลมต้องเสียดแทรก

ออกมา

              เสียงพยัญชนะในภาษาไทย    มี 21 เสียง ได้แก่ เสียง กอ/คอ/งอ/จอ/ชอ/ซอ/ดอ/ตอ/ทอ/นอ/บอ/ปอ/พอ/ฟอ/มอ/ยอ/

รอ/ลอ/วอ/ ออ/ฮอ

 

             เสียงวรรณยุกต์ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาแล้วจะมีเสียงสูงต่ำต่างๆ กันเสียงสูงต่ำที่ต่างกันนี้มีนัยสำคัญทำให้

ความหมายต่างกัน    เสียงวรรณยุกต์มี 5 เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา

               อักษรไทย

           อักษร คือ เครื่องหมายที่ใช้แทนเสียง อักษรไทย คือ เครื่องหมายที่ใช้แทนเสียงในภาษาไทย อักษรที่ใช้แทนเสียง

สระเรียกว่ารูปสระ อักษรที่ใช้แทนเสียงพยัญชนะเรียกว่า รูปพยัญชนะ อักษรที่ใช้แทนระดับเสียงสูงต่ำ เรียกว่า รูปวรรณยุกต์

           เมื่อใช้อักษรแทนเสียงในพยางค์ก็จะมีอักษรแทนเสียงพยัญชนะต้น    และสระ เช่น พา ดู ถ้าพยางค์นั้นมีพยัญชนะท้าย

ก็จะมีอักษรที่แทนเสียงพยัญชนะท้าย    ซึ่งเรียกว่าพยัญชนะสะกด เช่น กิน มาก รีบ บางพยางค์จะมีอักษรแทนเสียงสูงต่ำด้วย   

เช่น บ้านป้า ข้า จ๊ะเอ๋

             ดังนั้น อักษรไทยก็คือเครื่องหมายที่ใช้แทนเสียงในภาษาไทย    โดยจำแนกออกมาเป็นรูป ดังนี้

            1. เสียงพยัญชนะจะมี    21 เสียง มีรูปพยัญชนะ 44 รูป คือ ก-ฮ

           2. เสียงสระ จะมี    24 เสียง มีรูปสระ 21 รูป แต่จะมีเสียงสระอีกประเภทหนึ่งที่มีเสียงเหมือนมีเสียงตัวสะกด  และเป็น

เสียงที่ซ้ำกับเสียงที่มีอยู่ในภาษาไทยแล้ว เสียงที่ซ้ำเหล่านี้เรียกว่า    เสียงสระเกินมี 8 เสียง คือ เสียง อำ ใอ (ไอ) เอา ฤ ฤา หากจะนำ

เสียงสระเกินมารวมก็จะได้เสียงสระในภาษาไทย    32 เสียง

            3. เสียงสูงต่ำในภาษา    จะเรียกว่าเสียงวรรณยุกต์ พยางค์ที่มีพยัญชนะและสระเหมือนกัน แต่เสียงสูงต่ำไม่เหมือนกันจะ

ทำให้ความหมายต่างกัน    อักษรที่ใช้แทนเสียงสูงต่ำ เรียกว่า วรรณยุกต์มี 5 เสียง 4 รูป

          ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้อักษรไทย

          ในการใช้ภาษาเพื่อส่งเสริมบุคลิกภาพนั้น    ผู้เรียนจะต้องใช้อักษรไทยได้อย่างถูกต้องในการถ่ายทอดเสียงออกมาเป็นลาย

ลักษณ์อักษร    ซึ่งการใช้อักษรแทนเสียงในภาษาไทยมีปัญหาควรพิจารณาดังนี้

            1. รูปพยัญชนะหลายรูปมีเสียงซ้ำกันทำให้เกิดปัญหาในการเขียนรูปว่าควรจะใช้รูปใดแทนเสียงที่ซ้ำนั้น 

Comment

Comment:

Tweet