วิธีทำใจเมื่ออกหัก

posted on 26 Oct 2010 14:15 by jiraput101

วิธีทำใจเมื่ออกหัก
2007-11-12 12:54:24


วิธีทำใจจากการอกหัก

พูดถึงเรื่องการจีบสาวมาซะ มาก จีบแบบโน้น จีบแบบนี้ แต่อันที่จริงแล้วนั้น การจีบก็เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนสองคนหันมารักกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มันยังมีปัจจัยอีกหลายๆอย่างที่ทำให้คนสองคนเข้ากันได้ ลักษณะนิสัย ความสนใจ โอกาสที่ได้อยู่ชิดใกล้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ การถูกใจ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนามธรรมที่สุด ดังนั้น "การจีบ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรม..ช่วยอะไรคุณไม่ได้ (แม้จะผ่านคอร์สจีบสาวกับผู้เขียนมาแล้วก็ตาม)

 

ผลที่ได้ก็คือ การอกหัก T_T

 

อกหักเป็นเรื่องธรรมชาติ คิดดูละกันว่าในโลกนี้มีคน 6,000 ล้านคุณ แต่คุณเองก็ยังเคยชอบสาวมาแค่ไม่กี่สิบคน คิดเป็น <0.000001% ดังนั้น Probability ที่ผู้หญิงคนนั้นจะมาชอบคุณมันก็คงไม่ต่างอะไรกันเท่าไหร่หรอก จริงมั้ย :P ส่วนคนที่คบกันเป็นแฟนแล้วเลิกรา ก็แหมคู่แท้มันก็มีได้แค่คนเดียวใน 6 พันล้านล่ะน่า ดังนั้นโอกาสมันยิ่งน้อยกว่านั้นเสียอีก หุหุ...ดังนั้นอกหักจึงเป็นธรรมชาติ ที่คนธรรมดาๆอย่างเราจะต้องเผชิญเสมอๆ ที่ไม่น่ามีอะไรจะมาต้องเสียใจกับมัน

แต่มันก็เสียใจนา...โอ๋ โอ๋ โอ๋

 

อ่า งั้นมาหาวิธีแก้อาการอกหักกัน

อย่างแรกที่ต้องทำก็คือ ถามตัวเองก่อนว่า คุณอยากจะเป็นเพื่อนกับเขาต่อไปไหม

 

ถ้าตอบ ไม่ ให้ไปที่ข้อ 1

ถ้าตอบ ใช่ ให้ไปที่ข้อ 2

 

1. ไม่: วิธีนี้จะทำให้คุณตัดใจจากเธอได้สนิท และไม่กลับมาคิดถึงมันอีก แต่ว่าคุณอาจจะต้องเสียเพื่อนดีๆสักคนหนึ่งไป และเธอเองก็อาจจะเสียใจไม่น้อยไปกว่าคุณ ซึ่งถ้าคุณรักเธอจริง..คุณอยากจะให้เธอเสียใจหรือเปล่า แต่หากการพบหน้ากันทำให้คุณทนไม่ไหว จะต้องกลับไปอาการหนักใหม่ การตัดใจก็จะเป็นการช่วยเหลือได้ในระยะยาว

ข้อจำกัด: สำหรับคนที่จำเป็นต้องเจอกันทุกวัน เช่น เรียนหรือทำงานอยู่ด้วยกัน แต่สำหรับคนที่อยู่ห่างไกลกันมันก็จะง่ายมาก

1.1 หลีกเลี่ยงการพบเจอ

- พยายามหลีกเลี่ยงการพบเจอให้ได้มากที่สุด เช่น เคยไปไหนมาไหนด้วยกันตอนกลางวันก็ไม่ต้องไป

- delete และ block ออกจาก msn จะได้ไม่เห็นแม้แต่ชื่อของเธอที่เป็นตัวหนังสือ และเผลอคุย

- ลบเบอร์ของเธอออกไปจากโทรศัพท์ ไม่ก็เปลี่ยนเป็นชื่อคนอื่นซะ แล้วก็ไม่ต้องโทร

- เลิกเขียน blog หรือ diary ถึงเธอซะที การพร่ำพรรณนาว่าเสียใจ ไม่ได้แปลว่าจะทำให้คุณเสียใจน้อยลง

- บอกเพื่อนว่า "ไม่ต้องถาม" ถึงเรื่องที่ผ่านมา เพราะคุณไม่ต้องการจะพูดถึงมันอีก เว้นแต่เพื่อนคนนั้นจะบอกคุณถึงความโชคดีของคุณที่สามารถหลุดออกมาจากห้วง ของผู้หญิง/ผู้ชาย คนนั้นได้ซะที ซึ่งก็จะทำให้คุณยิ้มได้ :D

1.2 พบปะคนอื่น หรือทำกิจกรรมอื่นที่จะดึงดูดความสนใจของคุณไป

- ให้เวลากับเพื่อนๆ และพ่อแม่มากขึ้นกว่าเดิม

- กลับมาสนใจการเรียนบ้าง หลังจากที่ปล่อยให้ตกต่ำมานาน

- ถ้ายังว่างอยู่ ให้หางานพิเศษหรืองานอดิเรกทำ เช่น เล่นกีฬา อ่านหนังสือ แต่ห้ามทำอะไรที่คุณนึกถึงเธอ เช่น ร้องเพลงหรือเล่นดนตรีที่ทำให้คุณ emotional มากเกินไป

- หาเหยื่อรายต่อไปแทน จริงๆแล้ววิธีนี้เป็นวิธีที่เวิร์คมาก เพราะเมื่อเหยื่อรายใหม่เข้ามา (ซึ่งไม่ได้แปลว่าคุณจะไปตกหลุมรักรายนั้น ต่อ แต่ก็แค่ไปปิ๊งๆ หรือคลั่งเล็กน้อย) ก็จะทำให้คุณลืมเค้าได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะวิธีคลั่งดารานักร้องอะไรแบบนั้นก็ได้ ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตและหัวใจดี

 

2.ใช่: ซึ่งก็คือการที่คุณพยายามจะทำตัวเหมือนเดิม เพื่อรักษาความสัมพันธ์แบบเพื่อนไว้อยู่ วิธีนี้ไม่ง่าย แต่ถ้าทำได้คุณก็จะเก่งมาก วิธีทำก็คล้ายๆกับข้อ 1.2 ข้างบนนั่นแหละ ก็คือในขณะที่คุณก็ยังเป็นเพื่อนกับเค้าอยู่ คุณก็อาจจะให้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนคนอื่นมากขึ้น ซึ่งถ้าผู้หญิงเค้าไม่ได้สนิทกับคุณมากนัก มันก็โอเค แต่บางทีถ้าเกิดว่าเป็นเพื่อนที่สนิทมากๆ แล้วคุณห่างเหินออกไป เค้าอาจจะรู้สึกเสียใจมากๆ และมันก็จะไม่ดีกัน ทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้คุณต้องระลึกเอาไว้ว่า ผู้หญิง นั้นต่างจากผู้ชาย ตรงที่เธอสามารถเป็นเพื่อนกับคนที่เคยมารักเธอ คนที่เธอหักอก หรือแม้แต่คนมาหักอกเธอได้เสมอ ก็ให้คุณชั่งน้ำหนักดู ว่า การใกล้ชิดให้ได้มากที่สุดระดับไหนที่จะไม่ทำให้คุณกลับมาคลุ้มคลั่งเรื่อง เดิมต่อ แต่ก็อาจจะใช้วิธีแก้ปัญหาอื่นๆได้เช่น

- ในการสนทนาก็อย่าหลุดบทหวานออกมาให้เห็น เน้นบรรยากาศแบบเพื่อนคุยกับเพื่อน

- อย่าไปหลุดพูดเรื่องเก่าๆที่ผ่านมาแล้วอีก

- มองเรื่องในอดีตที่ช้ำๆให้กลายเป็นเรื่องฮาๆ และมองเรื่องนั้นในมุมมองของคนนอกแทน คืออย่าคิดว่ามันเป็นเรื่องของเรา ให้คิดว่า เพื่อนเราคนนี้(เธอ)เคยคบกับใครสักคน..

- กิจกรรม จากที่ไปทำอะไรแบบที่คนรักกันเค้าทำกัน ก็เปลี่ยนเป็นกิจกรรมมันๆเน้นฮาๆ อะไรแบบนั้น หรือการไปกับคนหมู่มาก

- อย่าหึงเด็ดขาด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น และแสดงความยินดีกับหนุ่มคนใหม่ของเธอ มองหนุ่มคนนั้นในแง่ดี และดีใจกับเธอที่มีคนดีๆมาดูแล

ฯลฯ

 ซึ่งสิ่งนี้มันก็ต้องอาศัย ระยะเวลา คุณอาจจะพบว่าระยะแรกๆนั้นคุณจะทำใจยากมาก แต่หลังๆก็อาจจะชินเอง เพราะเธอซึ่งอยากเป็นเพื่อนกับคุณอยู่ ก็จะพยายามช่วยคุณในเรื่องนี้ด้วย

ที่ สำคัญจำเอาไว้ว่า:...หากคุณทำใจกับเธอได้แล้ว และเริ่มแคร์เธอน้อยลง (พูดง่ายๆคือ เลิกจีบแล้ว) จงปฏิบัติตนกับเธอเหมือนเดิม  เคยไปกินข้าวกันก็ทำแบบนั้น เคยไปเที่ยวกันก็ทำแบบนั้น เพราะฉะนั้นคุณอาจจะสูญเสียเพื่อนที่ดีคนหนึ่งไปจริงๆ

 

อาจจะทำยากสักนิด  แต่พึงคิดไว้ว่า    รักตัวเองให้มาก  ๆๆ

 

ขอบคุณ ผู้เขียน

 

ภาษานั้นสำคัญไฉน

posted on 26 Oct 2010 13:38 by jiraput101

ภาษานั้นสำคัญไฉน

 

ธรรมชาติของภาษา

 

ข้อที่ 1 ใช้เสียงสื่อความหมาย เสียงในภาษาไทยมี 2 ลักษณะ คือ

           1.1 เสียงที่สัมพันธ์กับความหมาย    หมายความว่า ฟังเสียงแล้วเดาความหมายได้ เสียงเหล่านี้มักจะเป็นเสียงที่

เลียนเสียงธรรมชาติ    เช่น ครืน, เปรี้ยง, โครม, จัก ๆ หรือเลียนเสียงสัตว์ร้อง เช่น กา, อึ่งอ่าง, แพะ,    เจี๊ยบ, ตุ๊กแก

              1.2 เสียงที่ไม่สัมพันธ์กับความหมาย    ในแต่ละภาษาจะมีมากกว่าเสียงที่สัมพันธ์กับความหมาย เพราะเสียงต่าง ๆ

 จะมีความหมายว่าอย่างไรนั้น    ขึ้นอยู่กับข้อตกลงกันของคนที่ใช้ภาษานั้น ๆ เช่น ในภาษาไทยกำหนดความหมายของเสียง   กิน ว่า

นำของใส่ปากแล้วเคี้ยวกลืนลงคอ ภาษาอังกฤษใช้เสียง eat ในความหมายเดียวกันกับเสียงกิน

 

ข้อที่ 2 ภาษาจะเกิดจากการรวมกันของหน่วยเล็ก ๆ จนเป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้น

            หน่วยในภาษา หมายถึง    ส่วนประกอบของภาษาจะมีเสียงคำและประโยค ผู้ใช้ภาษาสามารถเพิ่มจำนวนคำจำนวนประโยค

ขึ้นได้มากมาย เช่น ในภาษาไทยเรามีเสียงพยัญชนะ 21 เสียง เสียงสระ 24 เสียง เสียงวรรณยุกต์ 5  เสียง ผู้เรียนลองคิดดูว่าเมื่อเรา

นำเสียงพยัญชนะ เสียงสระ เสียงวรรณยุกต์มาประกอบกันก็จะได้คำมากมาย    นำคำมาเรียงต่อกันก็จะได้เป็นวลี  เป็นประโยค เราจะ

สร้างประโยคขึ้นได้มากมาย และหากเรานำประโยคที่สร้างขึ้นมาเรียงต่อกันโดยวิธีมารวมกัน   มาซ้อนกัน ก็จะทำให้ได้ประโยคที่ยาว

ออกไปเรื่อย ๆ

 

ข้อที่ 3 ภาษามีการเปลี่ยนแปลง

           สาเหตุของการเปลี่ยนแปลง

           1. การพูดจากกันในชีวิตประจำวัน    สาเหตุนี้อาจจะทำให้เกิดการกลมกลืนเสียง เช่น เสียงเดิมว่า

อย่างนี้

กลายเป็น

อย่างงี้

มะม่วงอกพร่อง

กลายเป็น

มะม่วงอกร่อง

สามแสน

กลายเป็น

สามเสน

สู้จนเย็บตา

กลายเป็น

สู้จนยิบตา

                                     

                                                                                                                                                             

              2. อิทธิพลของภาษาอื่น    จะเห็นว่าภาษาอังกฤษมีอิทธิพลในภาษาไทยมากที่สุดอยู่ในขณะนี้ เช่น มาสาย มักจะ

ใช้ว่ามาเลท    (late)

              คำทักทายว่า สวัสดี    จะใช้ ฮัลโล (ทางโทรศัพท์) หรือเป็นอิทธิพลทางด้านสำนวน เช่น สำนวนที่นิยมพูดในปัจจุบัน   

ดังนี้

              “ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น”    น่าจะพูดว่า “ได้รับการต้อนรับอย่างดี”

              “จับไข้” น่าจะพูดว่า “เป็นไข้” นันทิดา แก้วบัวสาย จะมาในเพลง “เธอ” น่าจะพูดว่า นันทิดา แก้วบัวสายจะมาร้องเพลง

“เธอ”

             3. ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม   

              สิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลง มีความเจริญมากขึ้น ของเก่าก็เลิกใช้ สิ่งใหม่ก็เข้ามาแทนที่ เช่น การหุงข้าวสมัยก่อน

มีการดงข้าว แต่ปัจจุบันใช้หม้อหุงข้าวไฟฟ้า คำว่า ดงข้าว ก็เลิกใช้ไป หรือบ้านเรือนสมัยก่อนจะใช้ไม้ไผ่ปูพื้น  จะเรียกว่า “ฟาก”

ปัจจุบันใช้กระเบื้อง ใช้ปูน ปูแทน คำว่า ฟาก ก็เลิกใช้ไป นอกจากนี้ยังมีคำอีกพวกที่เรียกว่า คำสแลง หรือแสลง เป็นคำที่มีอายุ

ในการใช้คำสั้น ๆ จะนิยมใช้เฉพาะวัย เฉพาะคนในแต่ละยุคสมัย    เมื่อหมดสมัย หมดวัยนั้น คำเหล่านี้ก็เลิกใช้ไป

           

                                                                                 ตัวอย่างคำแสลง เช่น    กระจอก กิ๊กก๊อก เจ๊าะแจ๊ะ ซ่า เว่อ ฯลฯ

           

                                                                                 สรุป ภาษาทุกภาษาต้องมีการเปลี่ยนแปลง    สาเหตุการเปลี่ยนแปลงมี 3 ประการ ดังนี้

                                                        1. การพูดจากันในชีวิตประจำวัน

                                                        2. อิทธิพลของภาษาอื่น

                                                        3. ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม

               อย่างไรก็ตาม ภาษาเป็นเอกลักษณ์ของชาติ  เป็นวัฒนธรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัว ดังนั้น จึงควรช่วยกันรักษาเอกลักษณ์

ของภาษาทางด้านไวยากรณ์อย่าให้เปลี่ยนแปลง

เสียงและอักษรไทย

 

                    เสียง

           ในภาษาไทยจะมีเสียงสระ    เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์

             เสียงสระ เกิดจากลมที่ออกจากปอด    ไม่มีการปิดกั้นลมผ่านลำคอออกมาโดยตรง

             เสียงสระในภาษาไทย    มี 24 เสียง จำแนกได้เป็น 2 พวก คือ

              1. สระเดี่ยว หรือเรียกอีกอย่างว่า    สระแท้ มีทั้งหมด 18 เสียง

                อะ/อา/อิ/อี/อึ/อื/อุ/อู/เอะ/เอ/แอะ/แอ/โอะ/โอ/เอาะ/ออ/เออะ/เออ

              2. สระเลื่อน หรือเรียกอีกอย่างว่า    สระประสม มี 6 เสียง ได้แก่

                เอียะ คือ อิ+อะ,    เอีย คือ อี+อา, เอือะ คือ อึ+อะ, เอือ คือ อึ+อา, อัวะ คือ อุ+อะ, อัว คือ อู+อา

            

                                          เสียงพยัญชนะ หมายถึง เสียงที่เดินทางไม่สะดวก ทางเดินของลมถูกปิดกั้นหรือถูกทำให้แคบจนลมต้องเสียดแทรก

ออกมา

              เสียงพยัญชนะในภาษาไทย    มี 21 เสียง ได้แก่ เสียง กอ/คอ/งอ/จอ/ชอ/ซอ/ดอ/ตอ/ทอ/นอ/บอ/ปอ/พอ/ฟอ/มอ/ยอ/

รอ/ลอ/วอ/ ออ/ฮอ

 

             เสียงวรรณยุกต์ หมายถึง เสียงที่เปล่งออกมาแล้วจะมีเสียงสูงต่ำต่างๆ กันเสียงสูงต่ำที่ต่างกันนี้มีนัยสำคัญทำให้

ความหมายต่างกัน    เสียงวรรณยุกต์มี 5 เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา

                    อักษรไทย

           อักษร คือ เครื่องหมายที่ใช้แทนเสียง อักษรไทย คือ เครื่องหมายที่ใช้แทนเสียงในภาษาไทย อักษรที่ใช้แทนเสียง

สระเรียกว่ารูปสระ อักษรที่ใช้แทนเสียงพยัญชนะเรียกว่า รูปพยัญชนะ อักษรที่ใช้แทนระดับเสียงสูงต่ำ เรียกว่า รูปวรรณยุกต์

           เมื่อใช้อักษรแทนเสียงในพยางค์ก็จะมีอักษรแทนเสียงพยัญชนะต้น    และสระ เช่น พา ดู ถ้าพยางค์นั้นมีพยัญชนะท้าย

ก็จะมีอักษรที่แทนเสียงพยัญชนะท้าย    ซึ่งเรียกว่าพยัญชนะสะกด เช่น กิน มาก รีบ บางพยางค์จะมีอักษรแทนเสียงสูงต่ำด้วย   

เช่น บ้านป้า ข้า จ๊ะเอ๋

             ดังนั้น อักษรไทยก็คือเครื่องหมายที่ใช้แทนเสียงในภาษ